กฎอัยการศึก กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : กรณีเหมืองแร่ประเทศไทย

September 25, 2014 10:43 am

แถลงข่าว เวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3
กฎอัยการศึก กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : กรณีเหมืองแร่ประเทศไทย
วันที่ 23 กันยายน 2557
วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกคุกคามโดยกฎอัยการศึก

จากประเด็นปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกรณีเหมืองแร่ประเทศไทย ที่ผ่านมาซึ่งถูกผูกขาดโดยอำนาจรัฐ ทั้งนโยบายการจัดการทรัพยากรแร่ กระบวนการตัดสินใจในการอนุมัติอาชญาบัตร และประทานบัตร อันนำมาสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงการประกอบกิจการเหมืองแร่ ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะถูกยกเลิกไปแต่การหลักการสิทธิชุมชนก็ยังคงได้รับการับรอง ตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่บังคับใช้อยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีผลให้รัฐบาล คสช. และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องปฏิบัติตาม ที่ผ่านมาประชาชนและชุมชนใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการต่อรองอำนาจรัฐเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง เรียกร้องจากฝ่ายรัฐ ข้าราชการ และผู้ประกอบการ โดยมีการตั้งคณะกรรมการทั้งระดับจังหวัด และระดับประเทศเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมีกฎอัยการศึกก็กลายเป็นล้มกระบวนตั้งแต่ต้น และเดินหน้าการอนุมัติอนุญาตโดยไม่คำนึงถึงข้อตกลง กระบวนการต่างๆที่ผ่าน รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่อย่างใด

การที่หน่วยงานรัฐอ้างฐานอำนาจตามกฎอัยการศึกในการใช้แนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรง เช่น กรณีการใช้กองกำลังทหารในการคุกคามชาวบ้าน กรณีเหมืองทองคำจังหวัดเลย และการเรียกตัวแทนผู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัด อุดรธานี ไปรายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติและให้ยุติการเคลื่อนไหว ปิดกั้นการรณรงค์ให้ความรู้ ไม่ให้มีการให้ประชุมปรึกษาหารือในชุมนุม รวมถึงการปิดวิทยุชุมชนคนฮักถิ่นของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้น เป็นการใช้กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือของทหาร ข้าราชการ ผู้ประกอบการ ในการละเมิดสิทธิชุมชนและประชาชนในการแสดงออกและนำไปสู่การให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสในการเข้าไปจัดกิจกรรม ให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ แต่ในทางกลับกันกลไกของชาวบ้านในการแสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมกลับให้ไปยื่นต่อศาลดำรงธรรม กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมิใช่กลไกในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยไม่คำนึงถึงหลักการสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

รวมถึงในช่วงเวลานี้ มีการพยายามเสนอกฎหมายหลายฉบับรวมถึงกฎหมายแร่ และพระราชบัญญัติการชุมชนสาธารณะโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ โดยไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการถกเถียงถึงข้อดีข้อเสียของกฎหมาย ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสบกับปัญหาได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้น การพิจารณาออกกฎหมายอันรวบรัดนี้จะนำไปสู่การสร้างปัญหาใหม่ในอนาคตต่อชุมชนและประชาชน ซึ่งการพิจารณาออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมถึงที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ควรที่จะมีการดำเนินการในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญและระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ข้อเสนอ
1. ยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนกลับคืนมา โดยรัฐบาล คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับรองสิทธิชุมชนตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
2. ต้องชะลอการพิจารณากฎหมายแร่และกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนในสภานิติบัญญัติเพื่อนำไปพิจารณาในรัฐสภาหลังจากการมีเลือกตั้งในอนาคตต่อไป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
ศูนย์ข้อมูลชุมชน
มูลนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.)
กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)

DSC_0861