คืนอำนาจจัดการพลังงานให้ประชาชน

July 22, 2014 12:43 pm

เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต: คืนอำนาจจัดการพลังงานให้ประชาชน
วิวัฒน์ชัย อัตถากร

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 20 พฤศจิกายน 2555

เป็นปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้กำลังจะอำลาตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2556 มาเยือนประเทศไทย (20-21 พ.ย.55) สองวันหลังประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกามาเยือนไทย (18-19 พ.ย.55) เศรษฐกิจจีนรุ่งเรืองแต่สหรัฐตกต่ำอย่างมาก ส่วนโลกอาหรับนั้นล่อแหลมเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่ (ทั้งอิสราเอล ซีเรีย อิหร่าน ปาเลสไตน์) จักรวรรดินิยมอเมริกาต้องการปลุกปั่นสงครามเพื่อฟื้นเศรษฐกิจพร้อมไล่ล่าทรัพยากรน้ำมันวางหมากรุกคืบมาเป็นลำดับในแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ จักรวรรดิอเมริกาถูกควบคุมโดยทุนการเงินวอลสตรีทหวังบรรลุเป้า 3 เรื่องผู้นำไทยเสียท่าไปพินอบพิเทาอ่อนน้อมสยบยอมต่ออเมริกา มีการลงนามยอมให้ใช้สนามบินอู่ตะเภาทางการทหารตามยุทธศาสตร์อเมริกาปิดล้อมจีน ออกแถลงการณ์ร่วมวิสัยทัศน์ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา 2012 สำหรับเรื่องค้าการเสรีการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) นั้น ไทยเสียท่าที่แสดงเจตนารมณ์อยากเข้าร่วม มีการพูดคุยเป็นขั้นเป็นตอนมาแล้วระดับหนึ่งยังไม่ยุติ หากเข้าร่วมไทยอาจเสียเปรียบหลายเรื่องถูกขูดรีด เช่น ยาราคาแพง ส่วนเรื่องพลังงานนั้นกองทัพอเมริกามุ่งคุ้มกันผลประโยชน์ด้านพลังงานที่บริษัทน้ำมันอเมริกาครอบครองอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากดังที่บริษัท เชฟรอน ของอเมริกาลงทุนในไทยมหาศาลคิดเป็นลำดับ 2 ในสัดส่วนของมูลค่าการลงทุนทั่วโลกรวมกันทีเดียว น้ำมันคือต้นเหตุแห่งสงครามหลายชาติ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจทำสิ่งผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่การสูญเสียอธิปไตยกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติในอนาคตหรือไม่ นโยบายที่ไทยตกเป็นเบี้ยล่างที่จะชักนำไทยเข้าสู่สงครามการทหาร สงครามการค้า และสงครามน้ำมันโดยไม่จำเป็น ล่าสุดมีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาใช้เอกชนบังหน้าลักลอบนำเรือรบนิวเคลียร์ใช้ในสงครามสามารถบรรทุกเครื่องบินรบได้แอบมาจอดที่ท่าเรือแหลมฉบัง ยกเหตุมาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม (นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์)

ปิโตรเลียมทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ คนไทยทั้งประเทศถูกบอกกล่าวและถูกทำให้เชื่อว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมัน ถ้ามีก็ประปรายน้อยมาก ไม่คุ้มที่จะขุดเจาะเหมือนประเทศแถบทางทะเลทราย ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันจากต่างประเทศในแต่ละปีหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท มีการให้ข้อมูลผิดๆ ว่าน้ำมันหายากขาดแคลนจึงต้องตั้งราคาสูง แม้ปัจจุบันจะมีข้อมูลหลักฐานจากมากมายหลายแหล่งชี้ชัดและสามารถพิสูจน์ได้ว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำมันเต็มประเทศ คุ้มค่าที่จะขุดเจาะ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมกระทรวงพลังงานเลี่ยงที่จะบอกความจริงแก่ประชาชน แถมมักหลอกลวงให้ข้อมูลผิดๆ ว่าถึงไทยมีน้ำมันก็จะค่อยๆ ร่อยหรอจนหมดไป เพื่อเป็นข้ออ้างทำน้ำมันราคาแพงเพื่อกอบโกยกำไรสูงสุด ทำไมกระทรวงพลังงาน ปตท. มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ตลอดจนสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ TPBS ที่อุดหนุนโดยภาษีประชาชนล้วนๆ ปีละหลายพันล้านบาท จึงไม่นำเสนอเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับปิโตรเลียมให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปรับรู้รับทราบเท่าที่ควร หรือว่าบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการ และสื่อทั้งหลายโดนปิดปากด้วยผลประโยชน์ไปเสียหมดแล้ว เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทยส่วนใหญ่พร่ำบ่นเรื่องน้ำมันแพงแต่ไม่มีโอกาสรู้ความจริงถึงกระบวนการและขบวนการอำนาจที่จัดการทำให้น้ำมันมีราคาแพง ประชาชนไทยจำนวนมากของประเทศยังไม่รู้เลยว่าเมืองไทยมีพลังงานปิโตรเลียมมากมายที่เทียบชั้นโลก น้ำมันลำดับที่ 32 ก๊าซลำดับที่ 24 จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก มากกว่าตะวันออกกลางบางประเทศเสียอีก แถมยังเหลือพลังงานส่งออกอีกต่างหาก ขนาดอเมริกายังเป็นลูกค้าของไทยเลย มูลค่าส่งออกพลังงานไทยมากกว่าข้าวหรือยางพาราส่งออกเสียด้วยซ้ำ วันนี้พื้นที่สัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียมทั่วไทยทั้งบนบกและในทะเลรวมกันเกือบ 1 ล้านตารางกิโลเมตร ยามค่ำคืนกลางทะเลในภาคใต้ของไทยมีแสงระยิบระยับจากแท่นขุดเจาะน้ำมันเต็มไปหมด มีคนทำงานนับหมื่นคนกลางท้องทะเลลึกประเทศไทยมีปิโตรเลียมทุกภาคกว่าครึ่งค่อนประเทศแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร บริษัทต่างชาติได้รับสัมปทานพลังงานในพื้นที่ภาคอีสานกว่า 1 แสนตารางกิโลเมตรในแทบทุกจังหวัด เจาะที่ไหนเจอก๊าซที่นั่น อุดมด้วยพลังงาน แต่เหตุไฉนวันนี้คนอีสานยังจนทุกข์ยากมากด้วยหนี้สินแทบทุกครัวเรือนกันเล่า จนป่านนี้แล้วทำไมรัฐบาลไทยไม่ค่อยบอกเรื่องเมืองไทยมีน้ำมันและมีการขุดเจาะส่งออกขายต่างประเทศแล้วให้ประชาชนรับรู้รับทราบ ปิดๆ บังๆ หลบๆ ซ่อนๆ ไปทำไม ฤามีวาระซ่อนเร้นซ่อนลึกอยู่หรือไม่ แถมบริหารจัดการพลังงานกันอย่างไร ราคาขึ้นเอาๆ อีกต่างหาก คนไทยแทบทนไม่ไหวแล้ว (โว้ย)!

ขอถือโอกาสสรุปใจความสำคัญเรื่อง “มหากาพย์ขุมทรัพย์ปิโตรเลียม จะแล่เนื้อเถือหนังประชาชนไทยไปถึงไหน” (15/22/29 พ.ค.55) ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในคอลัมน์นี้ อย่างย่อๆ ดังนี้

ราคาพลังงานสูงเกินจริง-ไม่ถูกต้อง-บิดเบือน-ไม่เป็นธรรม เพราะผูกขาดการขุดเจาะและการกลั่นน้ำมัน-ทำลายกลไกตลาดทุจริต-ไม่โปร่งใส-รัฐปกปิดข้อมูลให้ข้อมูลเท็จ-ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน-หยามประชาชนขาดความรู้ (ทั้งที่เรื่องพลังงานเข้าใจได้โดยไม่ยาก เทคโนโลยีน้ำมันไม่ใช่เรื่องลี้ลับ)-ปั่นราคาเก็งกำไรน้ำมันจากตลาดหุ้นวอลสตรีทอเมริกาถึงไทย

ทางออก ทำกิจการพลังงานเป็นของรัฐ (ประชาชน)-ทวงคืน ปตท.รื้อกระทรวงพลังงาน-ยกร่างกฎหมายฉบับประชาชน ยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมด้านพลังงาน-บริหารพลังงานตามแนวทางพึ่งตนเองและเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ส่งเสริม กระจายการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ-ทำพลังงานราคาเหมาะสม โปร่งใสเป็นธรรมตรวจสอบได้-การจัดการพลังงานที่ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วม

เฉพาะหน้า หยุด “สัมปทานพลังงานรอบใหม่ครั้งที่ 21″-ยกเลิกการต่ออายุสัมปทานที่เสียเปรียบ-เปิดโปงระบบพลังงานที่เอาเปรียบประชาชนสร้างสำนึกพลังงาน-จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบธุรกิจพลังงานอย่างเข้มข้นทุกขั้นตอนตีแผ่ให้สาธารณชนรับรู้อย่างโปร่งใส

สร้างชาติใหม่ ให้ประชาชาติไทยได้รับประโยชน์สูงสุด-เพิ่มอัตราค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งรายได้จากพลังงานที่ปากหลุมเป็นร้อยละ 80-นำราย ได้มาตั้งเป็น “กองทุนสร้างชาติ” โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่ซื่อสัตย์สุจริต และมีความเชี่ยวชาญ-จัดสรรเงินทุนฟื้นฟูอาชีพผู้ค้ารายย่อย-ยกหนี้คนชั้นล่างชาวไร่ ชาวนา กรรมกร-ชำระหนี้สาธารณะ-เพิ่มสวัสดิการสังคม-ทำเศรษฐกิจชุมชน และ SME ให้แข็งแกร่ง-ปฏิรูปที่ดิน-เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน/ที่ดิน/การศึกษา/การรักษาพยาบาลฟรี ฯลฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศแถบตะวันออกกลางเขานำรายได้จากการขายน้ำมันมาจัดสวัสดิการจุนเจือยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กินดีอยู่ดี การศึกษาฟรี เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลฟรี ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี ฯลฯ ขณะนี้ประชาชนไทยอยากรู้ว่าเงินจำนวนมากมายจากการขายน้ำมันที่ขุดเจาะได้ในประเทศไทยแต่ละปีเข้ากระเป๋าใครบ้าง มีอะไรตกถึงมือประชาชนบ้าง

การสมคบคิดกับต่างชาติ ตามมาด้วยระบบสัมปทานพลังงานโดย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 เปิดทางให้โจรพลังงานปล้นทรัพยากรประเทศใช่หรือไม่ ระบบสัมปทานพลังงานของไทยถูกวิจารณ์ว่าเป็นระบบที่ล้าหลังมากที่สุดในโลก นอกจากคิดค่าภาคหลวงในอัตราต่ำที่สุดในโลกแล้ว ยังยอมให้ธุรกิจพลังงานผูกขาดตัดตอนเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จนมีอำนาจเหนือตลาด ส่งผล กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและไม่คุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นการผิดรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 84 หรือไม่

ข้าราชการที่ทำงานด้านพลังงานจะไม่รู้เลยหรือว่าระบบนี้มีจุดอ่อน เกิดสำนึกที่จะต้องหาทางแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของชาติเช่น จุดอ่อนระบบนี้มีช่องโหว่ทางด้านบัญชีที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่รับสัมปทานสามารถหลบเลี่ยงภาษีและค่าภาคหลวงอย่างง่ายดาย เนื่องจากรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะล่วงรู้ข้อมูลตัวเลขที่แท้จริงบริษัทให้ข้อมูลเท็จตกแต่งบัญชีโดยคนของรัฐรู้เห็นเป็นใจ จงใจปิด-บิดข้อมูล (รวมถึงทำผิดกฎหมาย เช่น ลอบขนน้ำมันเถื่อนกลางทะเลลึก)ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนการสำรวจ การผลิต การกลั่น กระทั่งราคาซื้อขายปิโตรเลียมนั้น บริษัทพลังงานจึงเป็นฝ่ายกำหนดเองได้ตามอำเภอใจ มีอำนาจผูกขาดทุกขั้นตอน ทำให้ธุรกิจพลังงานได้รับกำไรหรือผลตอบแทนส่วนเกิน (Rent Seeking) จากสัมปทาน รัฐได้ค่าภาคหลวงและภาษีน้อยมาก รวมกันคิดเป็นเพียงแค่ร้อยละ 28.9 เท่านั้น (ช่วงปี 2524-52) ขณะที่บริษัทพลังงานได้สูงถึงร้อยละ 71.1 ดังนั้นบริษัทน้ำมันต่างชาติขนเงินออกนอกประเทศก้อนใหญ่เรื่อยๆเป็นว่าเล่น ส่วนคนไทยต้องใช้พลังงานราคาแพง สูงกว่าเพื่อนบ้านมากนัก บริษัท เชฟรอน ทำกำไรสุทธิ 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77 ของเงินลงทุนช่วงปี 2505-50 ส่วน ปตท. ทำกำไรสุทธิ 7.7 แสนล้านบาท หลังเข้าตลาดหุ้นช่วงปี 2544-54 อัตรากำไรขั้นต้นไม่เคยต่ำกว่าร้อยละ 75 ล่าสุดกำไรไตรมาส 3 (เพียง 9 เดือน) ปี 2555 เกือบ 8 หมื่นล้านเพิ่มขึ้นกว่า 105% จากช่วงเดียวกันปี 2554 เป็นอัตราสูงมากๆ ในเชิงธุรกิจ ตัวเลขข้างต้นชี้ถึงเงินพลังงานถูกถ่ายโอนจากกระเป๋า คนส่วนใหญ่ ผู้ใช้พลังงานไม่ว่ายากดีมีจนทุกคนไปสู่ คนส่วนน้อย ซึ่งก็คือต่างชาติ ผู้บริหารบอร์ดพลังงาน เศรษฐีหุ้นพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ นายทุนผูกขาดน้ำมัน และนักการเมืองขี้ฉ้อ นโยบายพลังงานที่บิดเบี้ยวเยี่ยงนี้จึงมีส่วนทำให้สังคมไทยยิ่งเหลื่อมล้ำยิ่งรวยกระจุกยิ่งจนกระจายจากราคาน้ำมันแพงที่ให้ประโยชน์สูงสุดกับคนส่วนน้อยผู้มั่งคั่งร่ำรวยในธุรกิจพลังงานของประเทศรวมถึงบริษัทต่างชาติ จึงไม่เป็นธรรมต่อประชาชนไทยอย่างยิ่ง

หลายประเทศใช้ระบบแบบอื่นไม่ทำแบบล้าหลังอย่างประเทศไทยที่เสียเปรียบเป็นทาสต่างชาติราวกับเป็นเมืองขึ้น เช่น แบบที่หนึ่ง ระบบร่วมทุนและแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing) ของอินโดนีเซีย ทำให้รัฐสามารถควบคุมได้อย่างใกล้ชิด ช่วยลดการพึ่งพาบริษัทน้ำมันข้ามชาติ สามารถปลดแอกปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการเอาเปรียบในระบบสัมปทานแบบทาส แบบที่สอง ระบบพึ่งตนเอง/ดำเนินการโดยรัฐ 100% (Self-Reliant /100% State Control) ของอินเดียและแอลจีเรีย (โอนกิจการบริษัทร่วมทุนมาเป็นของรัฐ) บริหารอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ พัฒนาเทคโนโลยีและความสามารถคนในชาติตัวเองจัดการเองได้ อันที่จริงเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันไม่ซับซ้อนยุ่งยากอย่างพวกนักวิชาการและพวกเทคโนแครตไทยขี้ข้าฝรั่งชอบโฆษณาหลอกลวงประชาชน แบบที่สาม ระบบผสมแนวสังคมนิยม ของเวียดนาม/โบลิเวีย/เวเนซุเอลา เพื่อการพึ่งลำแข้งตัวเองด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งมั่นด้วยความรักชาติอย่างเข้มข้นของผู้นำ แบบที่สามนี้เป็นการผสมผสานแบบที่สองรวมถึงให้บริษัทต่างชาติดำเนินการโดยรัฐเลือกสรรรายที่ให้ประโยชน์แก่รัฐสูงสุด โดยรัฐกำหนดกฎเกณฑ์ในสัญญาการลงทุนอย่างรัดกุมแล้วเก็บส่วนแบ่งรายได้และค่าภาคหลวงในอัตราสูง นำรายได้ส่วนแบ่งไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างจริงจังอย่างกระจายตัวทั่วถึง

ดูเหมือนการปฏิรูปพลังงานประเทศไทยเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมโดยนักการเมืองนั้นยากที่จะเกิดขึ้นและเป็นไปไม่ได้เลย เพราะพรรคการเมืองใหญ่ล้วนทำผิดทั้งนั้น จึงไม่มีพรรคใดคิดจะแก้ไขหรือยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และกฎหมายขายชาติ พอหันไปทางฝ่ายราชการยิ่งยากเข้าไปใหญ่ พวกเขานอกจากต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังนั่งซ้อนทับกับผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย มิหนำซ้ำนักการเมืองกับข้าราชการเอื้อประโยชน์กันและกัน ผลัดกันเกาหลัง เช่น ออกกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการได้ประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินจากการนั่งในตำแหน่งบอร์ดพลังงาน เช่น ค่าเบี้ยประชุมสูง และโบนัสปลายปี ฯลฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและธรรมาภิบาลจากสถาบัน World Resource Institute นายบารัธ ไจรัจ และนางดาวิดา วูด ให้ความเห็น กรณีข้าราชการระดับสูงกระทรวงพลังงานประเทศไทยไปเป็นกรรมการในธุรกิจพลังงานโดยรับผลประโยชน์ในรูปโบนัสที่อิงกับผลกำไรทางธุรกิจพลังงานนั้น ถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยยืนยันว่าไม่เคยพบการรับประโยชน์หรือการกระทำลักษณะไม่ถูกต้องและผิดจริยธรรมเยี่ยงนี้ของข้าราชการในกลุ่มธุรกิจพลังงานในประเทศอื่นมาก่อนเลย (รายงานการศึกษาเรื่อง”ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศภาคสอง” วุฒิสภาประเทศไทย) ดังนั้นจึงมีการเซ็นต่ออายุสัมปทานเอื้ออำนวยบริษัทพลังงานต่างชาติเป็นว่าเล่น มีการให้ข้อมูลเท็จเรื่องพลังงานกับประชาชน คนโกงทำบาปกรรมให้กับประเทศตัวเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับข้าราชการผู้มักได้พวกนี้ เห็นแก่ตัวและฉกฉวยผลประโยชน์จากสังคมจากระบบบริหารพลังงานที่บิดเบี้ยว ด้วยเหตุนี้พวกเขาย่อมไม่คิดอ่านจะแก้ไขระบบนี้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองไทยบางคนสมคบคิดกับเขมรด้วยความโลภหวังส่วนแบ่งน้ำมันตรงอ่าวไทย ผันงบซึ่งเป็นภาษีคนไทยไปแลกเปลี่ยนประโยชน์ช่วยเขมรโครงการนั่นโครงการนี่ ก้มหัวยอมให้เขมรยิงปืนใหญ่ใส่ราษฎรไทยแถวชายแดนหนีตายจ้าละหวั่น ยอมนำเรื่องพระวิหารขึ้นศาลโลกเพื่อเลี่ยงความผิดอย่างโง่ๆ ยอมให้ปักหลักเขตแดนใหม่ไทย-เขมร จากบกจรดทะเลอ่าวไทยเพื่อแย่งชิงบ่อน้ำมันตรงพื้นที่ไม่ชัดเจน (ที่ทะเลตรงนั้นมีข่าวว่าปัจจุบัน เชฟรอนกำลังเริ่มสูบน้ำมันแล้ว) มาถึงรัฐบาลไทยชุดนี้กลับทำเฉยเมยไม่ประท้วง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่รักษาอธิปไตยของชาติหรือไม่ คุณราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ และคุณวีระ สมความคิด ต้องถูกศาลเขมรตัดสินจำคุกที่เขมร 8 ปี ทั้งที่ไม่ได้ล่วงล้ำเขตแดน เพราะความจริงถูกจับกุมในพื้นที่ประเทศไทยชัดเจน ไม่มีรัฐบาลดีๆ ที่ไหนๆ ในโลกที่ปล่อยให้พลเมืองของชาติตนต้องติดคุกฟรีๆ โดยไม่มีความผิด ถือเป็นความอัปยศอดสูของรัฐบาลไทย ทั้งยังเป็นการทำผิดศีลธรรมอย่างไร้ยางอาย ถือเป็นความด่างพร้อยในประวัติศาสตร์ชาติที่คนของรัฐบาลกระทำบาปกรรมต่อบ้านเมืองขนาดนี้ ราตรี-วีระ จึงถูกจับเป็นตัวประกันในสงครามแย่งชิงผลประโยชน์ปิโตรเลียมในอ่าวไทย

เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งออกกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจเปิดทางให้ปล้นทรัพยากรแผ่นดินไทย โดยกฎหมายฉบับนี้ทำให้อีกพรรคหนึ่งรับลูกทำความผิดสำเร็จจึงสามารถนำองค์การพลังงานเข้าตลาดหุ้นให้พวกเสือหิวเครือข่ายอำนาจการเมืองรุมทึ้งสมบัติชาติ ความโลภตะกละตะกลามทำให้ทำผิดขั้นตอน ทำผิดกฎหมาย จึงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เรื่องยังคาอยู่ในศาล จากวันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนพลิกผันจนถึงวันนี้ราคาพลังงานขึ้นเอาๆ ไม่หยุด นายทุนผูกขาดพลังงาน ผู้บริหาร นักการเมือง รวยเอาๆ จากกำไรส่วนเกิน ด้วยการทำกิจการพลังงานของรัฐเป็นธุรกิจเอกชนผูกขาด นี่คือ “มหากาพย์ปล้นขุมทรัพย์ปิโตรเลียมของชาติ” อันสะท้านสะเทือนประเทศชาติและประชาชนไทย

การนำพลังงานไปบริหารจัดการเชิงธุรกิจเพื่อทำกำไรเชิงพาณิชย์สูงสุดล้วนๆ ในตลาดหุ้นนั้น จึงเป็น การผิดหลักการ อย่างแน่นอน เพราะ “พลังงาน” เป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในชีวิตมนุษย์เหมือนปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค) พลังงานควรมีราคาสมเหตุสมผล ไม่ค้ากำไรเกินควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานถือเป็นความมั่นคงของชาติ ยิ่งในยามศึกสงครามพลังงานเป็นยุทธปัจจัยชี้ขาด การบริหารจัดการพลังงานจึงต้องอยู่ในมือรัฐทั้งหมด การนำเข้าตลาดหุ้นตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ แม้อ้างว่ารัฐมีหุ้น 51% ก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี เพราะทำให้บริษัทพลังงานมี “อำนาจผูกขาด” เหนือประชาชนไทย ผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ (UN Declaration on the Right to Development) เพราะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงทรัพยากรพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตมนุษย์ ถือเป็นการขัดขวางการพัฒนาแบบเกื้อกูลมนุษย์ชัดเจน ตรงนี้คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของรัฐไทย

ก๊าซและน้ำมันเอาแต่ขึ้นราคาไม่หยุดหย่อน หลายครั้งก็ขึ้นสวนทางกับราคาพลังงานตลาดโลกที่ลดลงอีกด้วยซ้ำ เมื่อต้นทุนการผลิตทุกสาขาเพิ่มขึ้นจากพลังงานราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพจึงพุ่งสูง ราคาสินค้า ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า สิ่งจำเป็นจิปาถะขึ้นหมด แม้เงินเดือนจะขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่พอไม่ทัน เพราะราคาของสูงขึ้นเรื่อยๆเท่ากับคนไทยมีรายได้ที่แท้จริงลดลง ซื้อของได้น้อยลงจากสินค้าที่แพงขึ้น คุณภาพชีวิตจึงยิ่งย่ำแย่ลงตกต่ำลงเรื่อยๆสวัสดิการทางสังคมของประเทศไทยโดยรวมยิ่งลดลงๆ คนไทยจึงมีหนี้สินมากขึ้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้

เป็นที่ประจักษ์แล้วหรือยังว่า การจัดการพลังงานของรัฐเปิดทางทุนผูกขาดพลังงานย่ำยีคนไทย บริษัทพลังงานอาจดูดน้ำมันและก๊าซเกลี้ยงบ่อกระทบต่อคนไทยรุ่นอนาคตผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ นี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายจะมองข้ามไปไม่ได้หากรัฐบาลและนักการเมืองไทยยังเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่หาทางให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอำนาจจัดการพลังงานเสียใหม่ให้ดีขึ้น ยังปล่อยให้อำนาจจัดการพลังงานอยู่ในมือกลุ่มไม่กี่คนและคนในเครือข่าย บริหารจัดการไม่โปร่งใส ขาดหลักธรรมาภิบาล ไม่เป็นธรรม เกิดปัญหาทับถมจนกลายเป็นวิกฤตการณ์พลังงานอย่างเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ ประชาชนผู้เดือดร้อนเพราะน้ำมันแพงทั้งแผ่นดินย่อมชอบธรรมที่จะรวมพลังลุกขึ้นทวงความเป็นธรรมโดยสันติวิธี พร้อมทั้งปกป้องทวงคืนผลประโยชน์เรื่องพลังงานของประเทศเพื่อหยุดขบวนการปล้นชาติปล้นแผ่นดินเสียที มีที่ไหนเขาทำกันบ้าง ขุดน้ำมันในประเทศไปขายหน้าตาเฉย ปล่อยให้ประชาชนไทยทั้งแผ่นดินจ่ายค่าน้ำมันแพงทุกวัน จะอเมซิ่งไทยแลนด์ไปถึงไหนกัน คนบาปร่ำรวยบนกองทุกข์ของคนทั้งประเทศ

“ถึงเวลาคืนอำนาจจัดการพลังงานให้ประชาชนได้แล้ว”.

“การจัดการพลังงานของรัฐเปิดทางทุนผูกขาดพลังงานย่ายีคนไทย บริษัทพลังงานอาจดูดน้ำมันและก๊าซเกลี้ยงบ่อกระทบต่อคนไทยรุ่นอนาคตผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ นี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมีนัยสาคัญแน่นอน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายจะมองข้ามไปไม่ได้”