เวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3 กฎอัยการศึกกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : กรณีเหมืองแร่ในประเทศไทย

September 25, 2014 10:55 am

เวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3
กฎอัยการศึกกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : กรณีเหมืองแร่ในประเทศไทย
วันที่ 23 กันยายน 2557 ณ ห้องประชุมสุจิตรา ชั้น 4 อาคารอาสาสมัครเพื่อสังคม ห้วยขวาง กทม.

สุภาภรณ์ มาลัยลอย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม(EnLaw)
นำเสนอภาพรวมปัญหาเหมืองแร่ในประเทศไทย โดยยกตัวอย่าง
– เหมืองตะกั่วคลิตี้ จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อม มีการสู้คดีกันในชั้นศาลโดยศาลตัดสินว่าเหมืองจงใจปล่อยสารพิษลงในลำห้วยคลิตี้ มีการออกประกาศห้ามกินและใช้น้ำในลำห้วยรวมถึงสัตว์น้ำ แต่กระบวนการฟื้นฟูลำห้วยยังต้องใช้เวลา
– เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ยังอยู่ในกระบวนการเรียกร้อง
– เหมืองทองคำ จ.พิจิตร เกิดการปนเปื้อนสารพิษและอยู่ในระหว่างพิสูจน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีผลกระทบกับวิถีชีวิตคนในชุมชน เมื่อมีการระเบิดในเหมืองทำให้เกิดฝุ่น น้ำบาดาลเปลี่ยนสีมีสารพิษเจอปนมีผลให้เกิดผดผื่น โรคผิวหนังกับคนในชุมชน ทำให้ชุมชนล่มสลายวัดและโรงเรียนร้างจากการที่คนในชุมชนย้ายออกไป
– เหมืองทองคำ ภูทับฟ้า จ.เลย เกิดการปนเปื้อนในกระบวนการตกแต่งแร่ ตรวจพบไซยาไนด์ สารปรอท สารหนู ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ตรวจโลหะหนักในเลือดของชาวบ้าน แหล่งทำมาหากินเปลี่ยนสภาพไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองหรือไม่
– เหมืองสังกะสี แม่ตาว จ.ตาก พบการปนเปื้อนแคดเมียมที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอิไตอิไต และตรวจพบว่าชาวบ้านมีปริมาณแคดเมียมสูงในร่างกาย เมื่อปี 47 เกิดปัญหาแคดเมียมปนเปื้อนในข้าวมีการให้ตัดเผาทำลายและจ่ายค่าชดเชย ทางการส่งเสริมให้ปลูกอ้อยแทนการปลูกข้าว
จากสถานการณ์เหมืองแร่ที่เกิดในประเทศไทยทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าประเทศไทยมีการพัฒนาเรื่องเหมืองมาอย่างยาวนาน แต่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่มีความชัดเจนและขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน เสียงเรียกร้องจากชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบจากกฎอัยการศึก โดยในวันนี้มีผู้มาเสวนาแลกเปลี่ยน คือ
สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ กป.อพช.ภาคอีสาน และ ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพศึกษาอีสาน(ศสส.)
เตียง ธรรมอินทร์ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตซฯ จ.อุดรธานี
เดชา คำเบ้าเมือง ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตซฯ จ.อุดรธานี
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
นิติกร ค้ำชู กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)
โดยมี สุภาภรณ์ มาลัยนาค ดำเนินรายการ

เตียง ธรรมอินทร์ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตซฯ จ.อุดรธานี
กล่าวว่า การต่อสู้คัดค้านเหมืองของชาวบ้านยาวนานกว่า 14 ปี ตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึกจนถึงการยึดอำนาจรัฐประหาร ชาวบ้านไม่สามารถเคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองได้ และเนื่องจากในช่วงนั้นทหารมีการจัดเวทีเดินหน้าประเทศไทยและเวทีปรองดองจึงมีการประกาศนโยบายว่าจะทำการขุดทรัพยากรใต้ดินมาใช้นั่นคือการทำเหมืองต่อไป ชาวบ้านรู้สึกวิตกกังวลว่าจะมีคนมาขุดใต้ถุนบ้านตัวเองแล้ว จึงมีการขอเข้าพบ ผบ.มทบ.ที่14 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.57 โดยการยื่นหนังสือและเข้าพบเจรจา แต่ชาวบ้านก็ยังไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวอะไรได้เนื่องจากติดกฎอัยการศึกที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนและรัฐ แม้แต่วิทยุยังถูกสั่งห้ามการออกอากาศ

สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ กป.อพช.ภาคอีสาน
กล่าวว่า กฎอัยการศึกเป็นการสนับสนุนฝ่ายนายทุนและรัฐ คำถามคือ กฎอัยการศึก คือ การเลือกปฏิบัติของฝ่ายสนับสนุนเหมืองแร่และฝ่ายต่อต้าน
เรียกร้องให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การสั่งการแบบ top-down ซึ่งจะเป็นการสะสมปัญหาต่อไปในอนาคต
เดชา คำเบ้าเมือง ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตซฯ จ.อุดรธานี
ชาวบ้านคัดค้านเหมืองมา 14 ปี ก่อนรัฐประหารมีกระบวนการให้ชาวบ้านเข้าไปคัดค้านโดยใช้ช่องทางการประทานบัตร(ใช้รายชื่อและโฉนดที่ดิน) เนื่องจากเหมืองมีปัญหาในใบไต่สวนที่ไม่ถูกต้อง เช่น กีดขวางทางน้ำ ทางสาธารณะ ทางหลวง เหมืองทับที่เขตอุทยานเป็นต้น ทางกรมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ตั้งคณะกรรมการ 6 คนเพื่อประชุม มีการประชุมได้ 3 ครั้ง หลังจากรัฐประหารก็ไม่เกิดการพูดคุยอีกเลย ชาวบ้านมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาตลอด แต่เมื่อมีกฎอัยการศึกและรัฐประหาร ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสนับสนุนการทำเหมืองแร่โปแตซฯ ฝ่ายสนับสนุนการทำเหมืองและรัฐ สามารถจัดเวทีประชุมผู้นำเพื่อสนับสนุนการทำเหมืองได้ ในขณะที่ชาวบ้านจะจัดเวทีเรื่องเหมืองกลับต้องขออนุญาตจากทหารก่อน

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
ขอเท้าความไปที่เหตุการณ์คืนวันที่ 15 พ.ค. 57 ก่อนประกาศกฎอัยการศึกชาวบ้านถูกกระทำโดยกองกำลังประมาณ 300 คน เข้ามาทุบตีชาวบ้าน บางคนถูกมัดมือไพล่หลัง มีการขนแร่ออกจากพื้นที่ในคืนวันที่ 15-16 พ.ค. ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้คือ พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค ซึ่งเป็นนายทหารนอกราชการ ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือส่งถึงทหารเพื่อความช่วยเหลือให้นำคนผิด พล.ท.ปรเมษฐ์ มาลงโทษ และขอความคุ้มครองให้กับชาวบ้าน
หลังจากรัฐประหาร แม่ทัพภาคได้ส่งกำลังเข้ามาในหมู่บ้านและจัดตั้งกรรมการขึ้นมา 4 ชุด คือ กรรมการเหมือง กรรมการตรวจวัดคุณภาพน้ำ กรรมการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรรมการรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน มีการเรียกชาวบ้านเพื่อรับฟังความคิดเห็นและทำหน้าที่เจรจาขอขนแร่รอบใหม่ ข่มขู่ว่าถ้าชาวบ้านไม่ให้ขนแร่ออกไปจะใช้กฎอัยการศึกเข้ามาจัดการ สุดท้ายก็ไม่มีการขนแร่ออกจากพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากคณะกรรมการ 4 ชุดนี้มีข้อเสนอที่ไม่ตอบโจทย์ของชาวบ้านจึงมีการยื่นหนังสือถึงทหาร หลังจากนั้นทำให้ชาวบ้านถูกเรียกรายงานตัว เพราะถือว่าขัดขืนกฎอัยการศึก ถูกห้ามดำเนินการทุกอย่างไม่ว่าป้ายประกาศและการประชุมชาวบ้าน หลังจากนั้นมีการทำข้อตกลง(MOU) ระหว่างชาวบ้าน ทหาร รัฐและนายทุน แต่ชาวบ้านไม่ยอมรับ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการขนแร่รอบใหม่โดยไม่รอให้ชาวบ้านลง MOU และมีการคุ้มครองแร่โดยทหาร

นิติกร ค้ำชู ตัวแทนกลุ่มดาวดิน
กลุ่มดาวดินคือกลุ่มนักศึกษาที่รวมตัวกัน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษากฎหมาย มีความสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เรียนรู้ปัญหาการละเมิดสิทธิในภาคอีสาน มีการหนุนเสริมและเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและกฎหมายไปพร้อมๆกับชาวบ้าน
ผลกระทบที่เกิดกับกลุ่มหลังการรัฐประหาร ถูกทหารเรียกรายงานตัวและพูดคุยขอความร่วมมือไม่ให้ลงพื้นที่เหมืองแร่เป็นเวลา 1 ปี แต่หลังจากเจรจากันได้ทำการตกลงว่าจะไม่เข้าพื้นที่ 1 เดือน หลังเหตุการณ์ 15 พ.ค. ได้เข้าไปในพื้นที่ ทหารได้โทรมาบอกห้ามเข้าพื้นที่แต่หลังจากการเจรจาได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้ โดย ให้ยึดบัตรประชาชนและถ่ายรูปทุกคนไว้ พร้อมกับมีทหารตามเข้าไปในพื้นที่ หลังจากนั้นถูกไล่กลับและกล่าวหาว่านักศึกษาเป็นผู้ปลุกปั่นยุยงชาวบ้าน ตอนนั้น เกิดความรู้สึกกลัว ไม่ปลอดภัย เป็นห่วงชาวบ้านว่าจะเป็นยังไงบ้าง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนต้องหยุดชะงักไป
กฎอัยการศึกเป็นการตัดตอนการเรียนรู้ประชาธิปไตย เหมือนนักกฎหมาย/นักสิทธิมนุษยชนถูกตบหน้า มีกฎหมายแต่ไม่สามารถใช้ได้
เปิดซักถาม
ถาม : ถามกลุ่มดาวดินจากเหตุการณ์ที่ถูกทหารเรียกรายงานตัวไม่ทราบว่าคณะกรรมการสิทธิฯ ได้เข้าเยี่ยมหรือมีการดำเนินการต่อกรณีนี้อย่างไรบ้าง
ตอบ : เมื่อนักศึกษาถูกเรียกรายงานตัวก็มีการติดต่อ กสม. มีการส่งตัวแทนมาร่วมสังเกตการณ์เมื่อเข้ารายงานตัว
ถาม : ถามเลิศศักดิ์ ถ้าชาวบ้านยังดื้อไม่ลง MOU แล้วหากทหารเข้ามาขนแร่จริง ภาคประชาชนจะทำอย่างไร
ตอบ : อยากขอเวลาในการทำ MOU เพิ่มเติม แต่ถ้าชาวบ้านไม่ยอมลง MOU จริงๆและทหารจะเข้ามาขนแร่ออกไป ไม่อยากเห็นความรุนแรง
เพิ่มเติมโดย สุภาภรณ์ มาลัยนาค การขนแร่ออกไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎอัยการศึกแต่ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.เหมืองแร่และมาตรา 4 ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายยังอยู่เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ต้องใช้กลไกหน่วยงานของรัฐอย่างเป็นปกติ จะละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ ทั้งการขนแร่ต้องมีการควบคุม
ถาม : ถ้าเหตุการณ์นี้ยังดำเนินต่อไปจะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างไร
ตอบ : มีหลายพื้นที่ที่มีผลกระทบ ในส่วนของกฎหมายแร่ที่จะออกมานั้นต้องมีการถกถึงข้อดีข้อเสียและเกิดจากการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน สนช.ตอนนี้ไม่มีสิทธิเข้ามาจัดการเรื่องนี้ควรรอให้มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก่อน
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคประชาชนได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายและขอความช่วยเหลือในเรื่องระบบสำรวจ การสัมปทานเหมือง เพราะที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น มีความคิดที่จะทำระบบแบ่งปันผลผลิต ที่จะทำให้ประเทศได้ผลประโยชน์มากขึ้น และยังเกิดข้อสงสัยว่าทหารที่เกี่ยวข้องกับกรณีเหมืองแร่ จ.เลย มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
สำหรับเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย บ.ทุ่งคำฮาเบอร์ได้ใช้สิทธิระงับข้อพิพาทโดยใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (Investor State Dispute Settlement: ISDS)ฟ้องร้องต่อรัฐบาลไทย เนื่องจากบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยไม่สามารถขนแร่ทองคำออกจากเหมืองได้เพราะชาวบ้านต่อต้าน จึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจ แต่กลไก ISDS เปิดโอกาสให้ทำการระงับข้อพิพาทนอกศาลได้ กระบวนการตั้งคณะกรรมการ 4 ชุดขึ้นมาน่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการเจรจาระงับข้อพิพาทนอกศาล
อ่านแถลงการณ์

แถลงข่าว เวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3
กฎอัยการศึก กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : กรณีเหมืองแร่ประเทศไทย
วันที่ 23 กันยายน 2557
วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกคุกคามโดยกฎอัยการศึก

จากประเด็นปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกรณีเหมืองแร่ประเทศไทย ที่ผ่านมาซึ่งถูกผูกขาดโดยอำนาจรัฐ ทั้งนโยบายการจัดการทรัพยากรแร่ กระบวนการตัดสินใจในการอนุมัติอาชญาบัตร และประทานบัตร อันนำมาสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงการประกอบกิจการเหมืองแร่ ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะถูกยกเลิกไปแต่การหลักการสิทธิชุมชนก็ยังคงได้รับการับรอง ตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่บังคับใช้อยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีผลให้รัฐบาล คสช. และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องปฏิบัติตาม ที่ผ่านมาประชาชนและชุมชนใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการต่อรองอำนาจรัฐเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง เรียกร้องจากฝ่ายรัฐ ข้าราชการ และผู้ประกอบการ โดยมีการตั้งคณะกรรมการทั้งระดับจังหวัด และระดับประเทศเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมีกฎอัยการศึกก็กลายเป็นล้มกระบวนตั้งแต่ต้น และเดินหน้าการอนุมัติอนุญาตโดยไม่คำนึงถึงข้อตกลง กระบวนการต่างๆที่ผ่าน รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่อย่างใด
การที่หน่วยงานรัฐอ้างฐานอำนาจตามกฎอัยการศึกในการใช้แนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรง เช่น กรณีการใช้กองกำลังทหารในการคุกคามชาวบ้าน กรณีเหมืองทองคำจังหวัดเลย และการเรียกตัวแทนผู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัด อุดรธานี ไปรายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติและให้ยุติการเคลื่อนไหว ปิดกั้นการรณรงค์ให้ความรู้ ไม่ให้มีการให้ประชุมปรึกษาหารือในชุมนุม รวมถึงการปิดวิทยุชุมชนคนฮักถิ่นของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้น เป็นการใช้กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือของทหาร ข้าราชการ ผู้ประกอบการ ในการละเมิดสิทธิชุมชนและประชาชนในการแสดงออกและนำไปสู่การให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสในการเข้าไปจัดกิจกรรม ให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ แต่ในทางกลับกันกลไกของชาวบ้านในการแสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมกลับให้ไปยื่นต่อศาลดำรงธรรม กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมิใช่กลไกในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยไม่คำนึงถึงหลักการสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

รวมถึงในช่วงเวลานี้ มีการพยายามเสนอกฎหมายหลายฉบับรวมถึงกฎหมายแร่ และพระราชบัญญัติการชุมชนสาธารณะโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ โดยไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการถกเถียงถึงข้อดีข้อเสียของกฎหมาย ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสบกับปัญหาได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้น การพิจารณาออกกฎหมายอันรวบรัดนี้จะนำไปสู่การสร้างปัญหาใหม่ในอนาคตต่อชุมชนและประชาชน ซึ่งการพิจารณาออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมถึงที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ควรที่จะมีการดำเนินการในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญและระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ข้อเสนอ
1. ยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนกลับคืนมา โดยรัฐบาล คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับรองสิทธิชุมชนตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
2. ต้องชะลอการพิจารณากฎหมายแร่และกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนในสภานิติบัญญัติเพื่อนำไปพิจารณาในรัฐสภาหลังจากการมีเลือกตั้งในอนาคตต่อไป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
ศูนย์ข้อมูลชุมชน
มูลนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.)
กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)