เวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ ๑ “ปัญหาป่าไม้ ที่ดิน ทางออกในยุค คสช.”

September 3, 2014 1:59 pm

วันที่ 28 ส.ค. 2557 ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม คณะกรรมการประสานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จัดเวทีทิศทางปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประเด็น ‘ปัญหา ป่าไม้ ที่ดิน ทางออกในยุค คสช.’ โดยมี ประยงค์ ดอกลำใย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินโดยองค์กรชุมชน, อรนุช ผลภิญโญ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน, บุญ แซ่จุง เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด, เดโช ไชยทัพ รองเลขาธิการ กป.อพช.ภาคเหนือ และ ศยามล ไกยูรวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ร่วมแลกเปลี่ยน ดำเนินรายการโดย วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ จากคลื่นความคิด 96.5 อสมท.

จากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไล่รื้อ ทำลายทรัพย์สินของชาวบ้าน และมีการติดประกาศขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ โดยอ้างคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และ คำสั่งที่ 66/ 2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน รวมถึงแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และก่อให้เกิดคำถามต่อแนวทางการแก้ปัญหาป่าไม้ ที่ดินของรัฐบาลปัจจุบัน

อรนุช ผลภิญโญ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวถึงสถานการณ์ในภาคอีสานว่า ที่บ้านโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ มีการไล่รื้อและอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ ด้วยข้อกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ ที่อ.คอนสาร มีการสนธิกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารเข้ามากดดันชาวบ้านในพื้นที่ ไม่มีการตักเตือนหรือแจ้งล่วงหน้า และมีการติดป้ายจากเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้รื้อถอนบ้านออกทั้งหมดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่มีการติดป้ายประกาศวันที่ 21 ส.ค. 57

จ.สกลนคร จ.อุดรธานี และ จ.กาฬสินธุ์ มีกรณีพื้นที่ทำกินทับซ้อนเขตป่าสงวน สถานการณ์ในพื้นที่รุนแรงมาก มีทั้งการตัดต้นยาง ไล่รื้อบ้านและสิ่งปลูกสร้าง รวมกันหลายพันไร่ มีการไล่ล่าชาวบ้านในพื้นที่และดำเนินคดี โดยเฉพาะเขตพื้นที่ อ.ภูพาน อ.ส่องดาว จ.สกลนคร มีชาวบ้านถูกไล่ล่าหลายร้อยราย และชาวบ้านพื้นที่ อ.สนามไชย ถูกจับ 19 ราย ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าพื้นที่ไปทำกินทั้งไร่และสวนยางได้เนื่องจากหวาดกลัวว่าจะถูกจับ

“ข้อเรียกร้องเบื้องต้น คือ พี่น้องไม่ควรถูกดำเนินคดีจนทำให้ชาวบ้านไม่มีทางออก และมีการบังคับให้รับสารภาพก็ติดคุกอีก ซึ่งมันพูดคุยกันได้ คนที่มีส่วนในการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะก็ถูกตามล่าหมายหัว ปัญหาชาวบ้านถูกกดดันให้อพยพออกจากที่ดินทำกินเกิดขึ้นหลายจังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ชัยภูมิ สกลนคร อุดรธานี กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐอ้างคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 และ 66 และบางจังหวัดมีประกาศคำสั่งทางปกครองขับไล่ชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ ทั้งยังพบว่ามีชาวบ้านบางส่วนถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีไปแล้ว อยากให้เจ้าหน้าที่มีการชะลอหรือยกป้ายคำสั่งออกจากชุมชน ตอนนี้ชาวบ้านหลายคนในพื้นที่ไม่กล้าเข้าพื้นที่ เพราะกลัวว่าจะมีการจับกุม อยากให้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และหาทางออกร่วมกัน ตอนนี้ถ้าเกิดออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน ตอนนี้ก็ได้แต่อยากให้ยับยั้งคำสั่งไว้ก่อน จะเอายังไงต่อไปก็อยากให้มีการเข้ามาคุยกันก่อน”

ในขณะที่ บุญ แซ่จุง เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จากภาคใต้ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 57 ที่ผ่านมามีความพยายามไปยื่นหนังสือถึง คสช. ให้เดินหน้านโยบายที่ประชาชนนำเสนอ เรื่องสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน อัตราการเสียภาษีที่ดินก้าวหน้า ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด มีการโค่นยางเก่าในที่ดินทำกิน และมีคำสั่งรื้อถอนตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 64 ที่ภาคใต้มีการตัดทำลายต้นยางพาราไปแล้วกว่าสองหมื่นสองพันต้น ในพื้นที่ 300 กว่าไร่

“สำหรับข้อเสนอในระยะสั้น อยากให้ยุติการไล่รื้อ หยุดการทำลายทรัพย์สินของชาวบ้าน และยกเลิกประกาศขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แล้วกำหนดแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ควรมีการระงับแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ ไว้ก่อน และทบทวนโดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการตรวจสอบ พิสูจน์สิทธิ์ ต้องแยกนายทุนกับชาวบ้าน ต้องมีความหลากหลาย ทั้งวัตถุพยาน พยานบุคคล หลักฐานทางราชการ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดิน นอกเหนือไปจากการใช่ภาพถ่ายทางอากาศดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ส่วน เดโช ไชยทัพ รองเลขาธิการ กป.อพช. ภาคเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่มีการระบุเรื่องสิทธิชุมชน จึงไม่มีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ควรมีการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมจัดการทรัพยากร การแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน ที่ผ่านมาควรดูต้นทุนความสำเร็จที่เคยทำกันมาแล้วด้วย ทั้งนี้ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาจัดการสำรวจแนวเขตพื้นที่ด้วยตนเองเนื่องจากกระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐล่าช้า โดยอาศัยสิทธิชุมชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขับเคลื่อนกันจนมีเทศบัญญัติท้องถิ่นและข้อบัญญัติตำบลเกิดขึ้น

ดังนั้นข้อเสนอ คือสิทธิชุมชนในกฎหมายต้องกลับมาอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภาคประชาชนควรผลักดันเสนอการแก้ไขปัญหาโดยใช้เครื่องมือสิทธิชุมชนให้เป็นจริง และ คสช.อย่ามองแต่แง่ดีของนโยบาย ควรมองถึงปัญหาที่ตามมา ข้ออ่อนข้อบกพร่อง และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย

ด้าน ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์กฎอัยการศึกและไม่มีสิทธิชุมชน ไม่มีสิทธิเสรีภาพ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ ชุมชนท้องถิ่นไม่มีเครื่องมือไม่มีอาวุธป้องกันตัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงถือโอกาส ในขณะที่ประชาชนไม่มีช่องทางสื่อสาร ส่งไปรษณียบัตรร้องเรียนไปยัง คสช.ไปสี่ห้าหมื่นฉบับ แต่ก็เงียบไป

“ที่ผมเป็นห่วงการเผชิญหน้าจะรุนแรงมากขึ้น และมีคนในชุมชนโดนจับครอบครองไม้หวงห้าม 39 รายให้ประกันตัวหลักทรัพย์1 แสนบาท ถ้าคุณกุมสภาพนี้ไม่ได้ก็จะหมดศรัทธาไป ตอนนี้พิสูจน์ชัดแล้วถ้าไม่ฟังประชาชน มิตรก็กลายเป็นศัตรู คนเหล่านี้มีความหวังกับการปฏิรูปแต่ก็น่าผิดหวังที่ไม่มีกฎหมายป่าไม้และทรัพยากรอยู่ใน ๑๑ ประเด็นเลย สะท้อนว่าเขาไม่เข้าใจปัญหานี้จริง แผนแม่บทฯ จะนำไปสู่ปัญหา ถ้ามีการแปลงสารกับมาอีกครั้ง พี่น้องคงต้องลุกขึ้นสู้ และในพื้นที่ก็มีการสะท้อนความล้มเหลวของ คสช. ที่ไปราดน้ำมันลงในกองไฟ คุณพูดจริงหรือเปล่าที่อยากให้มีส่วนร่วม ไม่ว่า สปช จะหน้าตายังไง ประชาชนต้องขอคืนสิทธิ หมวด 3 และ หมวด 5 ต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ”

ประยงค์ กล่าวถึงการออกคำสั่ง คสช.เพื่อการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่างๆ ว่าไม่ใช่ทางออกของปัญหา อีกทั้งคำสั่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการทำงานของรัฐไม่มีการประสานความร่วมมือกับชาวบ้าน เพราะปัญหาที่ดินเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ต้องใช้ความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ในการจัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ นั้น กอ.รมน.ไม่มีการทำประชาพิจารณ์เปิดให้ภาคประชนเข้าไปมีส่วนร่วม โดยกระบวนการเริ่มจาก คสช.วางนโยบายให้ กอ.รมน.และกระทรวงทรัพยากรฯ จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกที่ดินของรัฐฯ จนได้วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้หน่วยงานและเจ้าหน้ารัฐนำไปปฏิบัติ โดยนำเอาแผนแม่บท คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดความสมบูรณ์ ดังนั้นจึงควรมีการทบทวนเกี่ยวกับแผนแม่บทฉบับนี้

นอกจากนี้แผนแม่บทดังกล่าวยังใช้วิธีเดิมๆ ในการทวงคืนผืนป่า คือการมากดดันเอากับคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งการดำเนินการมาหลายสิบปีได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ประสบผลสำเร็จ อีกทั้งจะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่มาดำเนินการก็เป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านอยู่ก่อนแล้ว

ในขณะเดียวกัน ศยามล ไกยูรวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องปัญหาป่าไม้ที่ดิน มองแบบปัจจุบันจะแก้ผิดและหลงทาง ดังปรากฏการณ์เกิดขึ้นทุกรัฐบาล ทหาร ข้าราชการประจำจะใช้สถานการณ์นี้เข้ามาฉวยโอกาสกับประชาชน อยากให้มีการทบทวนแผนแม่บทฯ ถ้าจะมีการจัดการกับปัญหาการบุกรุกที่ดิน หน่วยงานรัฐที่ดูแลต้องมีการเปิดเผยฐานข้อมูลการถือครองที่ดินทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหมู่บ้าน รีสอร์ท ที่ดินของนักการเมืองหรือของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าใครบ้างถือครองพื้นที่ ใช้ประโยชน์พื้นที่ตรงไหนที่มีการบุกรุกพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย โดยไม่ละเว้นว่าจะเป็นชาวบ้านหรือคนมีสี

“สิ่งที่อยากเสนอคือ ห้ามไม่ให้มีการจัดทำโครงการในพื้นที่หวงห้ามทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในเมื่อกลไกการปราบปรามไม่ใช่ทางออก เราควรมีคณะกรรมการอิสระที่จะเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน” ศยามล กล่าว

ศรีสุวรรณ ควรขจร ประธาน กป.อพช กล่าวก่อนการปิดการประชุมว่า หลายท่านทราบดีอยู่แล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงมาก โดยคำสั่งของ คสช. ที่มีข้อความว่าไม่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย ยากจน เราควรยึดเป็นหลักไว้และ ควรจะนิยามคำว่า คนจน คนยากไร้ ผู้ไร้ที่ดิน ให้ชัดเจน ส่วนเรื่องแผนแม่บทนั้นถ้านำไปใช้ แล้วมันขัดกับกฎหมาย เราสามารถฟ้องศาลปกครองได้หรือไม่ ส่วนการพูดคุยและข้อเสนอวันนี้จะมีการรวบรวมสรุปและส่งแก่ คสช.ต่อไป

________________________________________