5 ยุทธศาสตร์ “ข้าว-ชาวนา” ลดเหลื่อมล้ำ พัฒนายั่งยืน ยุค คสช.

July 25, 2014 2:47 pm

21 กรกฎาคม 2557

“ข้าว” พืชเศรษฐกิจหลักของไทย ไม่ว่าจะรัฐบาลยุคไหน ยังไม่สามารถแก้ปัญหา “ข้าวและชาวนา” ได้เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด เป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน นโยบายที่ผ่านมา เน้นหนักไปทง “ประชานิยม” เป็นหลัก ใช้ “เงิน” ตกเขียวเกษตรกรชาวนา เป็นผลให้โครงสร้างการผลิตและค้าข้าวของไทยถูกบิดเบือนมาถึงปัจจุบัน

หากไปดูเกษตรกรในภาคการผลิตในประเทศไทย จากจำนวนประชาชนทั้งหมด 64.5 ล้านคน อยู่ในนอกกลุ่มแรงงาน จำนวน 25.1 ล้านคน อยู่ในกลุ่มแรงงาน 39.4 ล้านคน และในกลุ่มแรงงาน แบ่งเป็นเกษตรกร 17 ล้านคน หรือ 43% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเป็นกลุ่มอื่น 22.4 ล้านคน หรือ 57%

หากไปดูจำนวนเกษตรกรที่เพาะปลูกของพืชเกษตรสำคัญๆ จะพบว่าในส่วนของ “ข้าว” มี 3.7 ล้านครัวเรือน ยางพารา 1.6 ล้านครัวเรือน มันสำปะหลัง 0.5 ล้านครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 0.4 ล้านครัวเรือน อ้อยโรงงาน 0.3 ล้านครัวเรือน และปาล์มน้ำมัน 0.1 ล้านครัวเรือน

แต่หากเทียบกับรายได้สุทธิที่เกษตรกรแต่ละกลุ่มได้รับ ต้องตกใจ เพราะข้าวมีจำนวนครัวเรือนที่เกี่ยวข้องมากสุด แต่รายได้สุทธิ “ต่ำสุด” โดยการปลูกข้าว เกษตรกรมีรายได้สุทธิ 271 บาทต่อไร่ ขณะที่มันสำปะหลังมี 1,045 บาทต่อไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1,961 บาทต่อไร่ ยางพารา 5,128 บาทต่อไร่ อ้อยโรงงาน 5,708 บาทต่อไร่ และปาล์มน้ำมันสูงสุดถึง 5,768 บาทต่อไร่

การช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมาๆ มา รัฐบาลส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้การแทรกแซงราคา โดยเฉพาะการรับจำนำ ซึ่งในช่วงรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ใช้เงินกับการรับจำนำข้าวเกือบ 1 ล้านล้านบาท ในช่วง 2 ปี 9 เดือน มีผลการขาดทุนอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท และมีข้าวค้างสต็อกประมาณ 18 ล้านตันข้าวสาร ที่ยังระบายไม่ออก

ด้วยเหตุนี้ ล่าสุดหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือกับทุกภาคส่วน และจัดทำข้อเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ “อนาคตข้าวและชาวนาไทย” เพื่อการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย ซึ่งได้มีการเสนอต่อที่ประชุมศไทย คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธาน ไปแล้ว ซึ่ง กรอ.ได้หมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์รับข้อเสนอไป

โดย “ข้าว” เป็นสินค้าเกษตรตัวแรกที่ได้เร่งจัดทำเป็นยุทธศาสตร์เสร็จเรียบร้อยก่อนพืชเกษตรกรตัวอื่น

“การปฏิรูปด้านการเกษตรดังกล่าว จะมุ่งเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ด้วยการจัดการเกษตรสมัยใหม่ การเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพด้านแรงงาน สามารถนำผลผลิตมาพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน อันจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการปฏิรูปดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ

สำหรับยุทธศาสตร์ “อนาคตข้าวและชาวนาไทย” ในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ ที่ 1 การพัฒนาข้าวและชาวนาไทย โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้เสนอให้มีการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนา เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ให้ชาวนาและชุมชนชาวนา รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการผลิต และการค้าข้าวภายในชุมชน, การสร้าง Smart Farmer เพื่อยกระดับมาตรฐานชาวนา ให้เป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบ Value Chain ให้เข้มแข็ง เพื่อเชื่อมโยง Supply Chain สร้างความเชื่อมโยงชาวนารายย่อยของหน่วยการผลิตต้นน้ำ เข้ากับผู้ประกอบและกิจกรรมการตลาดกลางน้ำ และรวมถึงผู้บริโภคปลายน้ำ ในรูปแบบของการจัดการห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน และมีการจัดแบ่งผลประโยชน์ในแต่ละฝ่ายที่เป็นธรรม (Fair Trade)

ยุทธศาสตร์ที่ 2 เกษตรสมัยใหม่ (Modern Farming) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เช่น การส่งเสริมระบบวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนในการผลักดันการเกษตรที่มุ่งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และมีการบริหารจัดการร่วมกันของชุมชน ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 เขตเกษตรเศรษฐกิจทางเลือก (Alternative Crops Zoning) ซึ่งเป็นมาตรการทางเลือก ใช้หลักการตลาดนำ โดยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นในการเกษตร

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว เช่น ส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต การต่อยอดการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย, จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ขนาดกองทุนปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท, จัดตั้งคณะกรรมการ Rice Board โดยมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเป็นคณะกรรมการ อาทิ ผู้แทนชาวนา โรงสี ผู้ส่งออกข้าว ภาคราชการ นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น เพื่อทำหน้าที่ในการที่กำหนดทิศทางอนาคตของข้าวไทย และ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การตลาดข้าวไทย โดยรัฐบาลต้องส่งเสริมกลไกการตลาดเสรี โดยภาคเอกชนได้มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลเป็นผู้รักษากฎ ระเบียบ ผ่านคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) รวมถึง แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในระบบการตลาดข้าว

ยุทธศาสตร์เป็นแนวทางดำเนินการในระยะยาวที่ต้องใช้เวลา แต่ปัญหาเร่งด่วนของ คสช.ในเวลานี้คือ การระบายข้าวในสต็อกที่มี 18 ล้านตันออกไปโดยเร็วที่สุด และไม่กระทบต่อราคาข้าวในประเทศ

มีการเปลี่ยนม้ากลางศึกในกระทรวงพาณิชย์ โดย คสช.ได้แต่งตั้งให้ ชุติมา บุณยประภัศร เข้ามาเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ พร้อมทั้งโยก นางดวงพร รอดพยาธิ์ มานั่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศแทน นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ และโยก นางจินตนา ชัยยวรรณาการ มานั่งอธิบดีกรมการค้าภายใน แทนนายสมชาติ สร้อยทอง

เรียกว่า “เปลี่ยนมือ” คนทำเรื่องข้าวยกกระบิ

โดยนางดวงพร ระบุว่า จะใช้ความรู้ ความสามารถ ที่เคยทำงานในกองข้าว และทำงานในกรมการค้าต่างประเทศมากว่า 20 ปี ในการบริหารจัดการข้าวที่ค้างสต็อกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

“แนวทางระบายข้าว ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ แต่จะพิจารณาตามความต้องการของตลาดและเพิ่มวิธีการและเงื่อนไข เพื่อให้เกิดการเข้าซื้อข้าวมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มระบายได้เดือน ส.ค.นี้ คาดว่าสต็อกที่มีอยู่ 18 ล้านตัน น่าจะใช้เวลาระบาย 3 ปี เพื่อไม่ให้กระทบต่อตลาดข้าวและผลผลิตข้าวเปลือกรอบใหม่ หรือประมาณเดือนละ 5-6 แสนตัน กรมได้จัดทำรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว และเสนอ คสช.ไปแล้ว เพื่อนำมาปฏิบัติต่อไป”

นางดวงพร ระบุว่า แนวทางการระบายข้าวจะใช้ทุกวิธีการเดิม ทั้งการระบายทั่วไปเพื่อการส่งออก จำหน่ายในประเทศและป้อนภาคอุตสาหกรรม ขายผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟต) และเจรจาขายรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เน้นความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลหลังการอนุมัติ และทบทวนการทำสัญญาให้กระชับ และตรวจสอบคู่สัญญาซื้อข้าวรัฐมากขึ้น รวมถึงจูงใจการเข้าประมูลซื้อข้าว ยกเลิกประมูลแบบยกคลังและหน้าโกดัง เพื่อให้รายเล็กเข้ามาซื้อได้มากขึ้น

“ต่อจากนี้จะเปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาซื้อข้าวได้ ยืนยันว่าจะไม่มีการเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งใดๆ ทั้งสิ้น ให้เสนอราคาซื้อตามความเป็นจริง ซึ่งการพิจารณาระบายให้รายใด เป็นอำนาจของอนุกรรมการระบายข้าวที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน” นางดวงพร กล่าว

อีกด้านหนึ่ง กรมการค้าภายใน ได้ “คืนความสุขให้กับชาวนา” ด้วยการปรับลดราคาจำหน่ายปุ๋ยเคมี และลดค่าเช่านาลง

โดยการปรับลดราคาปุ๋ย มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ราคาลดลงกระสอบละ 40 บาท มาอยู่ที่กระสอบละ 625-720 บาท, สูตร 16-20-0 ลดลงกระสอบละ 50 บาท มาอยู่ที่กระสอบละ 625-720 บาท, สูตร 16-16-16 ลดลงกระสอบละ 50 บาท มาอยู่ที่ 670-750 บาท, สูตร 16-8-8 ราคาลดลงกระสอบละ 50 บาท มาอยู่ที่กระสอบละ 540-630 บาท ส่วนยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช ขนาด 1 ลิตร และขนาด 4 ลิตร ราคาลดลง 5-10%

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้หารือกับผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวและชมรมรถเกี่ยวข้าวไทย ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 7,000 ราย มีรถเกี่ยวนวดข้าวประมาณ 40,000 คันทั่วประเทศ และยินดีลดราคาค่าบริการรถเกี่ยวข้าวให้ชาวนา โดยในภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราค่าบริการอยู่ที่ไม่เกินไร่ละ 600 บาท จากปัจจุบันที่ไร่ละ 650-700 บาท ส่วนภาคอื่นๆ ไม่เกินไร่ละ 500 บาท จากไร่ละ 550 บาท และได้ขอความร่วมมือให้ชมรมฯ หารือกับผู้ผลิต และจำหน่ายรถเกี่ยวข้าว ช่วยลดราคาค่าอะไหล่ลง 5-10% ด้วย

ขณะเดียวกัน ยังได้ “เติมความสุข” ให้กับชาวนาอีกด้วย

โดยนางจินตนาระบุว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมมาตรการที่จะรักษาระดับราคาข้าวเปลือกนาปี 2557/58 ซึ่งเป็นข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ที่จะออกมาในช่วงเดือนพ.ย.นี้ ตามนโยบายของ คสช. ที่ต้องการให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าในตลาดอยู่ในระดับราคาประมาณตันละ 8,500 บาท เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่เหมาะสม

มาตรการที่จะนำมาใช้ดำเนินการ หากแนวโน้มราคาข้าวเปลือกเจ้าอ่อนตัวลง จะมีการจัดตลาดนัดรับซื้อข้าวเปลือก โดยนำโรงสีมาซื้อข้าวเปลือกกับเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งจะให้โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาดประมาณตันละ 100-200 บาท ในช่วงเดือน พ.ย.2557 – ม.ค.2558 และเก็บรักษาสต็อกไว้ 3-6 เดือน หรือตั้งแต่ พ.ย.2557 – ก.ค.2558

โดยโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับซื้อ รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการชดเชยดอกเบี้ยผ่านธนาคารพาณิชย์ที่โรงสีเป็นลูกค้าตามมูลค่าข้าวเปลือกที่รับซื้อมาในอัตรา 3% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่กู้เงิน พร้อมกันนี้จะให้มีการตรวจสต็อกข้าวของผู้ส่งออกข้าว ซึ่งตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว ผู้ส่งออกจะต้องสำรองสต็อกข้าวไม่ต่ำกว่า 500 ตัน ซึ่งน่าจะช่วยยกระดับราคาข้าวเปลือกในตลาดให้ดีขึ้น

“ข้าวฤดูกาลใหม่คงจะเข้ามาดูแลเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ส่วนข้าวหอมมะลิจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะมีปริมาณไม่มาก และน่าจะขายได้ราคาดี โดยนโยบาย คสช.คือให้ชาวนามีรายได้ที่มีความสุข แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาเหมือนอดีตที่ผ่านมา” นางจินตนา กล่าว

ต้องดูกันยาวๆ ว่าชาวนาไทยในยุค คสช. และจากนี้ไปจะลืมตาอ้าปากได้หรือไม่